อิสราเอลจากอดีตถึงปัจจุบัน(ตอน14)

ซอกซอนตะลอนไป                           (16 สิงหาคม 2569)

อิสราเอลจากอดีตถึงปัจจุบัน(ตอน14)  

โดย   เสรษฐวิทย์  ชีรวินิจ

บทความในตอนนี้  ผมขอจัดข้อมูลของฝั่งที่เชื่อว่า  การอพยพของโมเสส และ ชาวยิวนับล้านนั้นเกิดขึ้นจริงมานำเสนอ  เพื่อให้เกิดมุมมองรอบด้านครับ

กรณีที่นักวิชาการตั้งข้อสังเกตว่า  ทำไม  การอพยพของคนจำนวนนับล้านคนขนาดนั้น  ซึ่งสามารถก่อให้เกิดแผ่นดินไหวทางเศรษฐกิจให้แก่อียิปต์ได้  จึงไม่มีบันทึกใดๆของอียิปต์ที่พูดถึงเลย   รวมทั้งบันทึกพงศาวดาร หรือ ปูมประวัติศาสตร์ของอียิปต์ด้วย

นักวิการสายสนับสนุนพระคัมภีร์ไบเบิลพันธะสัญญาเก่าให้ความเห็นว่า 

เป็นไปได้ที่  ฟาโรห์ของอียิปต์ ไม่ต้องการที่จะบันทึกเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นความพ่ายแพ้  หรือ  การเสียหน้าของตนเอง  จึงเว้นไว้ที่จะบันทึกเรื่องราวเหล่านี้


(ภาพสลักส่วนปลายยอดของเสาโอเบอลิสค์ของพระนางฮัทเชปซุท แสดงภาพเทพอามุน รา กำลังสวมมงกุฎให้แก่ฮัทเชปซุท-ภาพโดยผู้เขียน)

ก่อนอื่น  ต้องไม่ลืมว่า  ฟาโรห์ ก็คือสมมติเทพที่อวตารลงมาจุติเป็นมนุษย์  ฟาโรห์จึงเป็นเทพเจ้าที่อยู่ในร่างของมนุษย์  พระองค์ถูกส่งลงมาเพื่อทำความดีให้แก่แผ่นดินอียิปต์  เพื่อปราบปรามศัตรูทั้งหลายของชาวอียิปต์  จากนั้นพระองค์จะต้องนำกลับไปรายงานต่อเทพเจ้ารา  หรือ  เทพโอไซริส หลังจากที่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว

เราจึงมักจะได้เห็นภาพจารึกของฟาโรห์ ไม่ว่าพระองค์ใดก็ตาม  ที่สลักตามกำแพงวิหาร  หรือ ที่ผนังต่างๆในวิหาร เป็นภาพฟาโรห์กำลังรวบผมของข้าศึกศัตรูจำนวนมากเอาไว้ในมือหนึ่ง   อีกมือหนึ่งก็กำลังยกมีด หรือ แส้ เตรียมจะฟาดลงไปที่ศัตรู  เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นต่อหน้าเทพเจ้าผู้เป็นเจ้าของวิหารนั้นๆ

เป็นการถวายของถวายให้แก่เทพเจ้า  แต่แทนที่จะเป็นสิ่งของ  กลับเป็นชัยชนะที่มีเหนือข้าศึกศัตรูที่กำลังร้องขอชีวิตจากฟาโรห์ 

แต่ก็มีประวัติศาสตร์บางข้อที่หักเหแนวคิดดังกล่าวก็คือ 

ในสมัยของฟาโรห์รามเสส ที่ 2 พระองค์ได้ทำสงครามครั้งสำคัญกับชนชาติฮิตไทต์ ซึ่งเป็นชาติที่มีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี่อย่างมากในยุคนั้น  เชื่อกันว่า  เป็นผู้คิดค้นการผลิตเหล็กขึ้นมาได้เป็นชาติแรกของโลก


(อาณาเขตสีชมพู คือดินแดนภายใต้อำนาจของฮิตไทต์ กินพื้นที่ฝั่งตะวันออกของดินแดนอนาโตเลียของตุรกี เรื่องลงมาจนถึงซีเรีย ขณะที่สีเขียวเป็นอาณาเขตของอียิปต์โบราณ)

สงครามครั้งนี้  เป็นที่ภูมิอกภูมิใจอย่างมากของรามเสส ที่ 2 ว่า  พระองค์ได้รับชนะในสมรภูมิคาเดชเหนือชนชาติฮิตไทต์  จนถึงกับมีการสลักภาพเป็นเรื่องราวของสงครามครั้งนี้ตามกำแพงของวิหารต่างๆ  เช่น วิหารลักซอร์  และ  ที่วิหารอาบู ซิมเบล

แต่ก็ยังเป็นที่กังขา  เพราะว่าในฝั่งของชาวฮิตไทต์เอง  เขาก็มีบันทึกบอกว่า   พวกเขาชนะในสงครามแห่งเมืองคาเดช เช่นกัน 

สรุปแล้ว  ใครเป็นผู้ชนะ


(ศิลาจารึกการลงนามในสนธิสัญญาสงบศึก ระหว่างอียิปต์ และ ฮิตไทต์-ภาพโดยผู้เขียน)

ข้อสรุปอยู่ที่ศิลาจารึกแผ่นหนึ่งที่วางอยู่หน้าวิหาร อาบู ซิมเบล ที่เป็นจารึกที่มีคุณค่า และ น่าสนใจที่สุดของประวัติศาสตร์ในยุคสามพันกว่าปีที่แล้ว

เพราะจารึกดังกล่าวเป็นการลงนามสงบศึกของทั้งสองชาติ ระหว่าง ฟาโรห์ รามเสส ที่ 2 และ กษัตริย์ มูวัตทัลลิ ที่ 2 (MUWATALLI II) แห่งฮิตไทต์  และ ทางฮิตไทต์ได้ยกพระธิดาให้เป็นสนมของ รามเซส ที่2 ด้วย

การลงนามสงบศึกครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก   และจะถือว่าเป็นการพ่ายแพ้ หรือ  การเสียเกียรติของฟาโรห์หรือไม่

สนใจร่วมเดินทางเจาะลึกอียิปต์ 10 วัน 7 คืน ซึ่งผมจะเป็นผู้บรรยายชม ที่จะเริ่มอีกครั้งในเดือนตุลาคม 2569 ถึงเดือนมีนาคม2570  สามารถสอบถามได้ที่โทร 0885786666 หรือ LINE ID – 14092498  รับจำนวนจำกัด

พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ

Posted in ซอกซอนตะลอนไป โดย เสรษฐวิทย์ ชีรวินิจ and tagged , , , .