โรงพยาบาลเอกชนไทย ขุมทองของเจ้าของไร้เมตตา (ตอน2)

ซอกซอนตะลอนไป                           (10 กันยายน 2560 )

โรงพยาบาลเอกชนไทย ขุมทองของเจ้าของไร้เมตตา (ตอน2)

โดย   เสรษฐวิทย์  ชีรวินิจ

               ระลึกไว้เสมอนะครับว่า  อย่าเดินซุ่มสี่ซุ่มห้า  เข้าไปตรวจร่างกายประจำปีกับโรงพยาบาลเอกชนราคาแพงๆเป็นอันขาด    

               มีเพื่อนของผมคนหนึ่ง   อยู่ดีๆก็เดินเข้าไปในโรงพยาบาลชื่อดังที่ผมกำลังพูดถึงอยู่นี่แหละครับ  เพื่อตรวจร่างกายประจำปี เพราะเจ้าตัวมีสตังค์ และ เป็นคนใส่ใจในสุขภาพ   

               เดี๋ยวนี้  โรงพยาบาลเอกชนจำนวนมาก มักจะสร้างแคมเปญโฆษณาเรียกคนให้เข้าโรงพยาบาลด้วยการตลาดลดราคาต่างๆนานา  เช่น  แพ็คเก็จการคลอดลูกราคาถูกแบบเหมาจ่าย  ตรวจร่างกายประจำปีในราคาพิเศษ  เหล่านี้เป็นต้น 

               จึงอาจจะเป็นสิ่งจูงใจให้คนปกติธรรมดาที่ไม่เคยมีอาการป่วยไข้  หรือ เคยรู้สึกถึงความผิดปกติของร่างกายแต่อย่างใด  อยากจะตรวจสุขภาพขึ้นมา  เพราะเห็นว่าโรงพยาบาลลดราคาเป็นพิเศษ 

               เพื่อนของผมคนนี้ก็เข้าไปตรวจร่างกายตามระบบของโรงพยาบาล  เช่น  ตรวจเลือด  เอ็กซ์เรย์ปอด  เหล่านี้เป็นต้น   จนกระทั่งมาถึงตอนวิ่งบนสายพาน  เพื่อตรวจการทำงานของหัวใจ 

               หลังจากหมอมาอ่านผลการทดสอบก็คงจะทำสีหน้าไม่ค่อยดี  หรือ อาจจะส่ายหน้าอีกเล็กน้อย  และบอกกับเจ้าตัวว่า  ดูเหมือนจะมีการทำงานที่ผิดปกติของหัวใจที่อาจจะเป็นอันตรายต่อคนไข้  จึงขอให้คนไข้อยู่ต่อในโรงพยาบาลเพื่อเฝ้าดูอาการอย่างละเอียดต่อสักหน้อย

               เพื่อนผมคนนี้เขามีสตังค์อย่างที่บอก  ก็จึงยอมอยู่ต่อในโรงพยาบาลอีก 3 วันในห้องพักธรรมดาเพื่อเฝ้าดูอาการ  แล้วผลการตรวจก็ปรากฏว่า  ไม่พบอะไรที่เป็นอันตราย  หมอจึงปล่อยตัวกลับบ้านไปพร้อมด้วยบิลค่าใช้จ่ายประมาณ 4 หมื่นบาทเศษ

               เพื่อนอีกคนหนึ่งก็เช่นเดียวกัน  อยู่ๆก็เดินดุ่มๆเข้าไปขอตรวจร่างกายประจำปีกับโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังโรงพยาบาลนี้อีก   หลังจากตรวจร่างกายด้วยระบบอื่นๆเรียบร้อย   ก็ต้องมาวิ่งบนสายพาน เพื่อตรวจการทำงานของหัวใจ

               เมื่อหมออ่านรายงานการตรวจจากเครื่องวัดการทำงานของหัวใจแล้ว (ซึ่งคนทั่วไปไม่มีทางรู้ หรือ จะเถียงหมอได้เลย)   ก็คงจะทำสีหน้าแบบเดียวกัน  แต่จะส่ายหน้าหรือเปล่าไม่แน่ใจ  แล้วก็พูดแบบเดียวกันว่า   พบการทำงานที่ผิดปกติของหัวใจเล็กน้อย   อยากให้คนไข้อยู่ต่อในโรงพยาบาลเพื่อเฝ้าดูอาการอีกสัก 3 – 4 วัน

               หลังจากนอนพักในโรงพยาบาลอีก 3 วัน  หมอก็บอกว่า   หัวใจของคนไข้ปกติดี  ให้กลับบ้านได้ พร้อมด้วยบิลค่าใช้จ่ายอีกประมาณ 4 หมื่นบาทเศษ 

               เสียเงินไปเปล่าๆ 4 หมื่นกว่าบาท

               เพื่อนคนแรกของผมเป็นคนรูปร่างผอมบาง  ตัวขาว บางครั้งดูหน้าแล้วอาจจะดูเหมือนหน้าซีด  แต่เขาเป็นนักกีฬาแบดมินตันที่ตีแบดฯทุกวัน  วันละอย่างน้อย 2 ชั่วโมง   อาจเป็นเพราะเขามีใบหน้าขาวซีด  จึงเป็นช่องให้หมอแนะนำให้เขาตรวจหัวใจต่อ 

               ส่วนคนที่สอง  เป็นนักไตรกีฬา  ที่ร่วมการแข่งขันเป็นประจำแทบทุกปี 

               ไตรกีฬาก็คือ กีฬาผสมผสานหลายชนิด  ตั้งแต่วิ่งระยะทางไกล  ว่ายน้ำ  และ ปั่นจักรยาน  รวมระยะทางก็คงจะเกิน 10 กิโลเมตรขึ้นไป   คนธรรมดาที่ไม่เคยฝึกฝนเป็นประจำจะไม่สามารถทำได้เลย   

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B8%AC%E0%B8%B2

               (ลิ้งค์รายละเอียดของ ไตรกีฬา)


(เครื่องวิ่งบนสายพาน เพื่อทดสอบ ระบบการเผาผลาญของร่างกาย (METABOLIC TESTING) ซึ่งจะคล้ายๆกับเครื่องตรวจสอบระบบการทำงานของหัวใจ – ภาพจากเว็บไซต์ VERYEWLL)

               ถ้าเพื่อนสองคนนี้เป็นโรคหัวใจ   หรือ หมอวินิจฉัยว่า  หัวใจอาจจะทำงานผิดปกติ   ผมว่า  คนครึ่งโลกนี้คงจะต้องตายในไม่ช้าอย่างแน่นอน


(เครื่องวัดการทำงานของหัวใจในขณะออกกำลังกาย ที่เรียกว่า  CARDIAC STRESS TEST- -ภาพจาก วิกิพีเดีย)

               เรื่องนี้  ทำให้ผมนึกถึงโปรโมชั่นของอู่รถยนต์ที่บอกว่า  “บริการตรวจเช็คฟรี 10 รายการ” ขึ้นมาทันทีว่า   แล้วอู่รถยนต์เหล่านี้ จะเอารายได้มาจากไหน 

               ได้ทราบมาตอนหลังว่า   เมื่อตรวจเช็ค 10 รายการแล้ว   ช่างก็จะบอกว่า  อะไหล่ตัวนี้ชักจะมีเสียงแล้ว  ตรงจุดนี้น่าจะต้องเปลี่ยนได้แล้ว  ประมาณนี้  แล้วรายได้ของอู่รถยนต์ก็จะมาจากตรงนี้

               จากที่เจ้าของรถยนต์คิดว่าจะได้ตรวจเช็คฟรี  กลายมาเป็นต้องจ่ายเงินค่าอะไหล่อีกหลายชิ้น  ทั้งๆที่อะไหล่บางชิ้นยังน่าจะใช้งานต่อไปได้อีกด้วยซ้ำ

               ผมบังเอิญเพิ่งเจอข่าว  “ปูไข่” ถึงกับต้องรีบหาย โชว์ใบค่ารักษาพยาบาลบ่นอุบ ค่าห้องแพงกว่าไปยุโรป”   ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นศิลปินทางด้านไหน   แต่เห็นว่า  ได้ออกมาร้องโอดครวญค่ารักษาของโรงพยาบาลที่แพงมากอีกรายหนึ่ง   จึงเอาลิ้งค์มาให้  เผื่อว่าท่านผู้อ่านจะอยากรู้เรื่องราวเพิ่มเติม

https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_500406

               สถานการณ์แบบนี้   นายแพทย์ และ โรงพยาบาล (ที่คดโกง) ก็ไม่ต่างอะไรกับช่างเครื่องในอู่รถยนต์(ขี้โกง) แบบนี้เท่าไหร่นัก   ในด้านจริยธรรม 

               ซึ่งเมื่อย้อนมามองเปรียบเทียบกับโรงพยาบาลรัฐบาล   ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลเล็ก หรือ โรงพยาบาลใหญ่แบบมีมหาวิทยาลัยแพทย์อยู่ในตัว   จะเห็นว่า  วิธีการจัดการกับคนไข้จะต่างกันอย่างชัดเจน

               โรงพยาบาลรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะให้คนไข้ที่อาการดีขึ้น  หรือ ไม่เป็นอะไรมากนักแล้ว  รีบกลับบ้านให้เร็วที่สุด  เพื่อว่าจะได้ไม่ต้องจ่ายเงินมาก   และ  จะได้มีเตียงว่างสำหรับคนไข้คนต่อไปที่มีความจำเป็นมากกว่า 

               และที่สำคัญ   ไม่ว่าโรงพยาบาลรัฐฯ หรือ เอกชน ก็แล้วแต่   การที่คนปกติจะเข้าไปนอนพักโดยไม่จำเป็นนั้น   มันเสี่ยงอันตรายมากกว่านอนอยู่ที่บ้านเป็นอย่างยิ่ง

               เพราะต้องไม่ลืมว่า  โรงพยาบาล เป็นแหล่งรวมของคนป่วย  เป็นแหล่งรวมของเชื้อโรค ทั้งโรคที่ติดต่อด้วยการสัมผัส  และ  โรคที่แพร่กระจายไปในอากาศ   

               ไว้สัปดาห์หน้าจะมาว่ากันต่อครับ

Posted in ซอกซอนตะลอนไป โดย เสรษฐวิทย์ ชีรวินิจ and tagged , .

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *