โรงพยาบาลเอกชนไทย ขุมทองของเจ้าของไร้เมตตา (ตอน4)

ซอกซอนตะลอนไป                           (24 กันยายน 2560 )

โรงพยาบาลเอกชนไทย ขุมทองของเจ้าของไร้เมตตา (ตอน4)

โดย   เสรษฐวิทย์  ชีรวินิจ

               ความผิดพลาดครั้งใหญ่ของประเทศไทย ก็คือ  การให้ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์

               ประการที่หนึ่ง  เพราะธุรกิจที่เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ เน้นการทำทุกวิถีทางที่จะให้ได้รายได้เข้ามาให้มากที่สุด  โดยไม่ต้องสนใจวิธีการ  เพื่อแบ่งเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นรายย่อย  และ ส่งผลกำไรมหาศาลให้แก่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และ เจ้าของบริษัท 

               โดยไม่ต้องสนใจผลกระทบในด้านอื่น  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  เรื่องจรรยาบรรณทางการแพทย์   และ ปฎิญญาที่แพทย์เคยให้ไว้ตอนเข้าเรียน  และ ตอนที่สำเร็จการศึกษา 

               การขูดรีดอย่างไร้ความปรานี จึงเกิดขึ้น 

               เห็นได้ชัดจากยาที่โรงพยาบาลเอกชนสั่งจ่ายให้แก่คนไข้  ซึ่งบางรายการมีราคาแพงกว่าราคาที่ร้านขายยาตามท้องตลาดขายอยู่นับเป็น 10 ถึง 100 เท่า

               อย่างเช่นราคาท้องตลาดขาย 1 พันบาท  แต่โรงพยาบาลเอกชนจะขายในราคา 1 หมื่นกว่าบาท  

               อย่าลืมว่า  ราคาที่ร้านขายยาทั่วไปขายอยู่นั้น ก็เป็นราคาที่มีกำไรอยู่แล้ว   แต่โรงพยาบาลเอกชนก็ยังหน้าเลือดขูดรีดกันซึ่งๆหน้า   ซ้ำบางครั้งก็ไม่ยอมให้คนไข้มีทางเลือกที่จะซื้อยาจากภายนอกโรงพยาบาลได้ด้วย

               รัฐบาลเองได้ผ่านกฎหมายที่บังคับให้ร้ายขายยาทั่วไปจะต้องมีเภสัชกรควบคุม  ซึ่งแน่นอนว่า  ย่อมทำให้ร้ายขายยาเหล่านี้ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น    แต่รัฐกลับไม่ปกป้องร้านขายยาที่มีเภสัชกรควบคุมด้วยการกำหนดให้  นายแพทย์มีหน้าที่เพียงออกใบสั่งยาเท่านั้น  แล้วให้สิทธิ์แก่คนไข้ที่จะเลือกซื้อยาที่ไหนก็ได้   เพราะร้ายขายยาทุกร้านต่างก็มีเภสัชกรควบคุมอยู่แล้ว 

               แต่รัฐบาลกลับยืนดูเฉยๆ ปล่อยให้โรงพยาบาลเอกชนเหล่านี้  ขูดเนื้อเถือกระดูกจากคนไข้อย่างไร้จรรยาบรรณ ซึ่งไม่ใช่ว่า  คนไข้ทุกคนที่ไปโรงพยาบาลเอกชนจะร่ำรวยมีเงินทองเหลือเฝือ  บางคนการเข้าโรงพยาบาลเพียงครั้งเดียวทำให้ครอบครัวล้มละลายเป็นหนี้เป็นสินไปตลอดชีวิตก็มี   

               ซึ่งธุรกิจชนิดอื่นๆไม่สามารถจะขูดเลือดขูดเนื้อแบบนี้ได้   ทั้งนี้เพราะลูกค้าของโรงพยาบาลเอกชนไม่มีสิทธิ์ที่จะต่อรองราคากับโรงพยาบาลได้เลย   ทั้งๆที่  น่าจะทำได้ 

               แต่สิ่งที่น่าเกลียดกว่านั้นที่ผมจะเล่าให้ฟังก็คือ   ในกรณีที่ญาติผู้ป่วยเรียกรถพยาบาลมารับที่บ้าน  นั่นคือจุดเริ่มต้นของการตกเป็นเหยื่อของโรงพยาบาลเอกชนที่ไร้คุณธรรม

               กรณีนี้เกิดขึ้นกับโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังที่ผมได้พูดถึงมา 3 ตอนที่แล้ว

               โดยปกติ  เมื่อรถพยาบาลมารับคนไข้  พยาบาลที่มากับรถพยาบาลจะทำหน้าที่ตรวจวัดความดันโลหิต  การเต้นของหัวใจ  และ อื่นๆเท่าที่เครื่องมือในรถจะอำนวย

               กรณีนี้เกิดขึ้นกับคนที่ผมรู้จัก  คนไข้เข้ามาที่โรงพยาบาลเพราะเกิดอาการเหมือนไม่มีแรง    เมื่อคนไข้มาถึงห้อง CCU ที่ดูแลคนไข้ใหม่   นายแพทย์คนหนึ่งเข้ามา  แล้วก็ดูรายงานผลจากหน้าจอคอมพิวเตอร์  แล้วหันมาพูดกับญาติคนไข้ว่า 

“การเต้นของหัวใจก็ปกติดีนี่” 

พยาบาลคนที่มากับรถพยาบาล รีบปรี่เข้ามาหาแพทย์ทันที  และพยายามส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง  ทั้งขยิบตา และพูด 

“ไม่ใช่นะหมอ    หมอดูนี่ซิ” 

เท่านั้นแหละ  หมอก็เปลี่ยนเสียงไปทันที   และ บอกคนไข้ว่า  อื้มม  อาจจะมีอะไรบางอย่างนะ 

สรุปก็คือ   คนไข้ต้องป่วยเป็นอะไรแน่นอน   ส่วนจะเป็นอะไร  ก็ตามแต่นโยบายของโรงพยาบาลเอกชนนั้นๆว่า   จะขูดเลือดขูดเนื้อแค่ไหน   จะต้องผ่อนส่งเครื่องมือแพทย์ชิ้นไหนที่ซื้อมากี่ล้าน กี่แสน  

เรียกว่า  แล้วแต่หมอจะให้คนไข้เป็นโรคอะไร  ก็เป็นโรคนั้น 

การที่ธุรกิจโรงพยาบาลเข้ามาเป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์ในการระดมทุน   ทำให้โรงพยาบาลมีโอกาสที่จะไปขอเข้ารับการส่งเสริมการลงทุน  หรือที่เรียกว่า  BOI 

ทำไมต้องเข้า BOI

เพราะเมื่อเข้ารับการส่งเสริมการลงทุนแล้ว   โรงพยาบาลเอกชนเหล่านี้ก็ได้รับการลดภาษีการนำเข้าเครื่องมือต่างๆมากมาย   ซึ่งธุรกิจอื่นๆที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์  จะไม่ได้รับการลดภาษีแบบนี้

แน่นอนว่า   ธุรกิจโรงยาบาลที่เข้าตลาดหลักทรัพย์เรียบร้อยแล้ว   เมื่อขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากรัฐ   หน่วยงานส่งเสริมการลงทุนก็ย่อมต้องอนุญาตแน่นอน   เพราะรู้ๆกันอยู่ว่า  ธุรกิจโรงยาบาลเอกชนมีความมั่นคงอยู่แล้ว 

เพราะเป็นธุรกิจเดียวในโลกนี้  ที่ผู้ซื้อไม่กล้าต่อรองราคา   ในขณะที่  แผนกจัดซื้อของโรงพยาบาลเอกชนจะต่อรองราคากับคู่ค้าของตนเองอย่างเอาเป็นเอาตาย 

รวมแม้กระทั่งเงินเดือนของพยาบาล หรือคนงานเล็กๆก็ตาม   ก็ไม่ได้มีเงินเดือนสูงหรือพิเศษเพิ่มขึ้นตามราคาค่าห้องพัก และ ค่ารักษาพยาบาลที่แพงแสนแพงเลย

เพราะกำไรเหล่านี้   จะไปตกอยู่กับผู้ถือหุ้นรายย่อย  และ  ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และ  กรรมการบริหารที่เป็นเจ้าของธุรกิจ 

ถ้ารัฐบาลไม่ควบคุมโรงพยาบาลเอกชน   สังคมจะอยู่ลำบากมากยิ่งขึ้นในอนาคต

รออ่านตอนต่อไปสัปดาห์หน้าครับ

Posted in ซอกซอนตะลอนไป โดย เสรษฐวิทย์ ชีรวินิจ and tagged , .

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *