อสรพิษในร่างของสาวสวย(ตอน4)

ซอกซอนตะลอนไป                           (25 มิถุนายน 2566)

อสรพิษในร่างของสาวสวย(ตอน4)

โดย   เสรษฐวิทย์  ชีรวินิจ

               จากตำนานบันทึกทางศาสนาพุทธ ที่เรียกว่า “มหาวงศ์” (MAHAVAMSA)  ระบุว่า 

               ผู้ที่ได้รับพิษเข้าไปในร่างกายในจำนวนที่มากพอแล้ว  เขาผู้นั้นจะมีภูมิต้านทานพิษที่ศัตรูต้องการจะทำร้ายเขาได้  แต่บุคคลผู้นั้นก็มีจุดอ่อนเช่นกัน  ดังที่พระเจ้าจันทรคุปต์ เป็นอยู่

               วันหนึ่ง  ชานัคคยา เข้ามาพบพระเจ้าจันทรคุปต์ ในพระราชวัง  เป็นจังหวะพอดีกับที่จันทรคุปต์ กำลังทานอาหารกับ มเหสีที่กำลังตั้งครรภ์ และมีกำหนดจะคลอดในอีก 7 วันข้างหน้า


(กษัตริย์จันทรคุปต์ – ภาพจากวิกิพีเดีย)

               ที่สำคัญก็คือ  พระมเหสีของจันทรคุปต์ได้ทานอาหารร่วมถาดเดียวกันกับพระเจ้าจันทรคุปต์  นั่นหมายความว่า  พระมเหสีได้สัมผัสน้ำลายของจันทรคุปต์ไปแล้ว  ซึ่งแน่นอนว่า  ย่อมได้รับพิษจากจันทรคุปต์  เฉกเช่นเดียวกับคนที่ทานอาหารร่วมกับคนที่ติดโควิด 19 ย่อมได้รับเชื้อไปด้วย 

               ดังนั้น  พระมเหสีของจันทรคุปต์ จึงมีสภาพเหมือนถูกอสรพิษฉกกัดไปแล้ว  และ  ชนัคคยา รู้ทันทีว่า พระมเหสีกำลังจะสิ้นพระชนม์ในอีกไม่กี่อึดใจ  ซึ่งทั้งหมดนี้อาจจะเป็นความผิดพลาด หรือ ความสะเพร่าของชนัคคยา ที่ไม่ได้เตือนถึงอันตรายนี้แก่พระเจ้าจันทรคุปต์เสียก่อน  

               ข้อห้ามก็คือ  สำหรับผู้ได้รับพิษในจำนวนที่มากพอ  ห้ามไม่ให้ทานอาหารร่วมกัน  หรือ  สัมผัสน้ำลาย กับผู้อื่นเป็นอันขาด   มิเช่นนั้น  ผู้ที่สัมผัสจะต้องตายจากการรับพิษ

               แต่จะทำอย่างไรกับทารก  ซึ่งเป็นรัชทายาท ที่กำลังจะเกิดในอีก 7 วันข้างหน้า

               เพื่อที่จะรักษาชีวิตของรัชทายาท   ชนัคคยา จัดการตัดคอของมเหสี  แล้วผ่าท้องเพื่อเอาทารกในท้องที่ยังไม่เป็นเด็กทารกสมบูรณ์ออกมา   แล้วนำไปใส่ไว้ในท้องของแพะที่ฆ่าใหม่ๆ และ ต้องเปลี่ยนท้องแพะใหม่ทุกวัน

               หลังจากทารกอยู่ในห้องของแพะจนครบ 7 วัน   ทารกก็ถือกำเนิดเป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบ  ในช่วงที่ผ่าเอาเด็กทารกคนนี้ออกมา  บังเอิญเลือดของแพะหยดหนึ่งได้หยดลงไปที่หน้าผากของทารกพอดี 

จุดตรงกลางหน้าผากนี้  เรียกว่า  บินดิ หรือ บินดุ (BINDI หรือ BINDU) ซึ่งเป็นเป็นหนึ่งในเจ็ดจุดจักรา ที่สำคัญของร่างกายมนุษย์

ด้วยเหตจุนี้  ทารกคนนี้จึงได้รับพระนามว่า  พระเจ้าพินทุสาร (BINDUSARA) ซึ่งหมายถึงหยดเลือดบนหน้าผาก  


(พระเจ้าพินทุสาร – ภาพจากวิกิพีเดีย)

เรื่องการผ่าตัดเอาเด็กที่ยังไม่ครบกำหนดคลอดออกมาจากครรภ์มารดาของอินเดียเมื่อสองพันกว่าปีที่แล้ว  แล้วนำมาเลี้ยงต่อไว้นอกครรภ์มารดาจนสมบูรณ์เพียงพอที่จะคลอดออกมาเป็นทารก  อาจจะฟังดูเป็นเรื่องเกินจินตนาการ  หรือ เพ้อฝันสำหรับมุมมองของคนในยุคนี้

ในตำนานของอินเดียจากหลายแหล่งระบุชัดเจนว่า   อินเดียมีเทคโนโลยี่ที่ว่านี้มานานแล้ว  อย่างน้อยที่สุดก็ไม่น้อยกว่า 3 พันปี  ตั้งแต่ยุค สงครามมหาภารตะ (MAHABHARATA)

ในโอกาสหน้า  ผมจะนำเรื่องราวของการอุ้มบุญ  หรือ  ย้ายมดลูก ของอินเดียโบราณ  และ  การสร้างเด็กหลอดแก้วที่ว่ากันว่า   อินเดียเป็นผู้คิดค้นได้ก่อนโลกตะวันตก

ย้อนกลับมาพูดถึงก่อนที่ชนัคคยา จะนำจันทรคุปต์ บุกเข้าตีเมืองปาตะลีบุตร ของกษัตริย์ ธนานันดา นั้น   ชนัคคยาได้วางแผนตามที่เขาได้บทเรียนจากคำสนทนาของชาวบ้านปาตะลีบุตร  ที่ให้ยึดครองดินแดนรอบนอกเสียก่อน   ก่อนที่จะบุกเข้าตีเมืองหลวงเป็นจุดสุดท้าย

ในขณะที่ ชนัคคยา เริ่มทำสงครามรอบนอกเมืองหลวงนั้น   เขาก็ได้ใช้กลยุทธที่ออกจะเป็นวิชามารสักหน่อยเข้ามาใช้  เรียกว่า

วิชะกัญยา (VISHAKANYA)


(วิชะกัญยา ที่ปรากฎอยู่บนวิหารคะชุระโห)

วิชะกัญยา คืออะไร  มีที่มาอย่างไร  รอติดตามอ่านในสัปดาห์หน้าครับ

               ท่านที่สนใจจะร่วมเดินทางเจาะลึกเยอรมันบาวาเรียแบบดีลักซ์ทัวร์ กับผมในเดือนกันยายน สอบถามได้ที่โทร 0885786666 หรือ ID KLINE 14092498

สวัสดีครับ

Posted in ซอกซอนตะลอนไป โดย เสรษฐวิทย์ ชีรวินิจ and tagged , , , .