ซอกซอนตะลอนไป (17 กรกฎาคม 2558 )
ว่าด้วย ภูมิ-เศรษฐศาสตร์ ของ กรีซ(ตอน 4)
โดย เสรษฐวิทย์ ชีรวินิจ
กีฬาโอลิมปิคสมัยใหม่ครั้งที่ 28 ที่ประเทศกรีซในปีค.ศ. 2004 หรือ ปีพ.ศ. 2547 ถือเป็นโอกาสดีของกรีซที่จะทำรายได้จำนวนมหาศาลเข้าประเทศ หลังจากได้ทุ่มทุนจำนวนมากลงไปก่อนหน้านั้น
แต่กรีซ ก็เสียโอกาสครั้งนี้ไปอย่างน่าเสียดาย
ประการแรก สายการบินโอลิมปิค แอร์เวย์ ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติ มีรัฐบาลเป็นเจ้าของประสบปัญหาขาดทุน ทำให้ต้องยกเลิกการบินในหลายๆประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วยตั้งแต่ก่อนหน้าปีค.ศ.2004
เมื่อรู้ล่วงหน้าว่าจะเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิค ในปีค.ศ. 2004 เป็นเวลาอย่างน้อยที่สุดก็ 4 ปี แทนที่รัฐบาลจะหาหนทางขยายเที่ยวบินเข้าประเทศในปริมาณที่มากขึ้น ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม แต่รัฐบาลกรีซในยุคนั้นก็ไม่ได้ทำอะไรเลย
คนทั้งประเทศคงจะมัวหลงระเริงดีอกดีใจที่ได้รับการคัดเลือกเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิคเสียเพลิน โดยไม่ได้คิดถึงความคุ้มค่าทางการลงทุน ซึ่งมักจะเป็นวิธีคิดของผู้คนในภาคใต้ ที่คิดแต่จะเอาสนุกไปวันๆ ที่แตกต่างจากคนในภาคเหนือ

(ผมพบภาพนี้ในเฟซบุ๊ค ขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อนะครับ เพื่อสะท้อนภาพของความแตกต่างของทั้งสองชาติเมื่อ 2500 ปีที่แล้ว ซึ่งในวันนี้ คงต้องสลับรูปกันแล้ว)
ดังนั้น สายการบินที่ได้รับผลประโยชน์จากการที่ประเทศกรีซเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิค ในครั้งนี้ก็คือสายการบินของชาติอื่นๆ รวมทั้งสายการบินเตอร์กิช แอร์ไลน์ ที่เป็นศัตรูคู่อาฆาตของกรีซด้วย
ซ้ำร้าย ความพร้อมของบรรดาโรงแรมที่พักที่จะรองรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกก็ไม่เพียงพอ
แต่ที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ เป็นประสบการณ์ตรงกับสถานทูตกรีซประจำประเทศไทย ที่สะท้อนการทำงานที่แสนจะโง่เขลาเบาปัญญาอย่างยิ่ง ของหน่วยงานต่างๆของรัฐบาลกรีซ ที่ไม่ได้มีการประสานงานกันเลย

(นี่คือสภาพของสนามกีฬาที่กรีซลงทุนสร้างเพื่อใช้ในกีฬาโอลิมปิค เมื่อกีฬาจบแล้ว ก็อยู่ในสภาพทิ้งร้าง หาประโยชน์อะไรไม่ได้ ขาดทุนอย่างย่อยยับ ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับหลายๆชาติที่เป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิค)
โดยปกติ สถานทูตกรีซประจำประเทศไทยก็ทำงานแบบเช้าชามเย็นชามอยู่แล้ว แต่เมื่อถึงช่วงเวลาของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคที่กรีซเป็นเจ้าภาพ การทำงานของสถานทูตกรีซประจำประเทศไทยกลับแย่ลงไปกว่าเดิมเสียอีก
กล่าวคือ ในช่วงเวลาธรรมดา การขอวีซ่าก็ต้องแสดงพาสปอร์ตที่มีอายุใช้งานอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป ภาพถ่าย เอกสารการเงิน เอกสารการทำงาน เป็นต้น
แต่คราวนี้ สถานทูตกรีซมาแปลกไปอีก กล่าวคือ ผู้ยื่นขอวีซ่ากับสถานทูตกรีซประจำประเทศไทย เพื่อจะไปชมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคครั้งนี้ จะต้องไปขอเอกสารรับรองจากสำนักงานตำรวจสันติบาลเสียก่อน เพื่อยืนยันว่ามีประวัติที่สะอาด
สอบถามไปทางสถานทูตว่า ทำไมต้องใช้เอกสารดังกล่าวด้วย ได้รับคำตอบว่า
สถานทูตกรีซต้องการสกัดกั้นไม่ให้พวกผู้ก่อการร้ายเดินทางเข้าประเทศกรีซในช่วงที่มีการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคครั้งนี้
เป็นคำตอบที่เรียกว่า โง่มาก

(เหรียญรางวัลในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค 2004 ที่ประเทศกรีซ ที่กรีซ ต้องใช้ชะตาชีวิตของประชาชน เป็นเครื่องซับน้ำตาต่อหายนะทางเศรษฐกิจที่เกิดจากกีฬาโอลิมปิคครั้งนี้ด้วย)
เพราะในปีค.ศ. 2004 เป็นปีที่สหภาพยุโรปใช้วีซ่าแบบเชนเก้นแล้ว หมายความว่า ใครก็ตามที่มีวีซ่าเข้าประเทศยุโรปที่เป็นสมาชิกของวีซ่าเชนเก้น ย่อมสามารถเดินทางไปสู่ประเทศอื่นๆที่เป็นสมาชิกวีซ่าเชนเก้นของยุโรปได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าใหม่

(บรรดาชาติต่างๆที่ใช้วีซ่าเชนเก้นในปัจจุบันนี้)
ในกรณีนี้ หากคนไทยต้องการจะเดินทางเข้าประเทศกรีซ แต่ไม่ต้องการจะไปขอใบรับรองจากตำรวจสันติบาล ก็ไปยื่นขอวีซ่าเข้าประเทศอื่นที่เป็นสมาชิกของวีซ่าเชนเก้นแทนซะ ก็สามารถบินเข้าประเทศกรีซได้ในภายหลัง
สมาชิกของวีซ่าเช่นเก้นในปีค.ศ. 2004 ก็อาทิ ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี สเปน ออสเตรีย เป็นต้น
สมมติว่า มีคนไทยบางคน ที่เป็นพวกผู้ก่อการร้ายจะเดินทางเข้าไปก่อการร้ายในประเทศกรีซ ก็อย่าไปขอวีซ่ากับประเทศกรีซ แค่นี้ก็สิ้นเรื่อง
จึงทำให้นักท่องเที่ยวไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวที่บริษัทห้างร้านต้องการจะเชิญไปเที่ยวชมกีฬาโอลิมปิคที่ประเทศกรีซ ด้วยเหตุผลที่สามารถทำยอดขายสินค้าถึงเป้า จำต้องยกเลิกแผนการไปเที่ยวประเทศกรีซ แล้วเลือกไปเที่ยวประเทศยุโรปอื่นๆแทน

(การต่อสู้ของประชาชนชาวกรีกต่อวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจในวันนี้ เป็นเรื่องน่าเห็นใจมาก โดยเฉพาะเยาวชนที่ต้องร่วมรับเคราะห์กรรมที่คนรุ่นก่อนได้ก่อเอาไว้ โดยที่ตัวเองไม่รู้เรื่องเลย)
รายได้ที่จะเข้าประเทศไม่ว่าจะเป็นค่าโรงแรม ค่าอาหาร ค่ารถรับส่ง ค่าบัตรผ่านประตู ที่กรีซควรจะต้องได้ ก็เลยลดน้อยถอยลง ซ้ำเงินค่าธรรมเนียนในการขอวีซ่าคนละประมาณ 3000 บาทที่สถานทูตจะได้รับ ก็ไม่ได้
นี่แหละครับ การทำงานแบบคนกรีก แล้วจะไม่ให้ประเทศฉิบหายทางเศรษฐกิจได้ยังไง
พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ



